ปวดหลังร้าวลงขา สัญญาณหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

อาการปวดหลังจาก หมอนรองกระดูกทับเส้น

หลาย ๆ คนอาจจะเคยหรือกำลังประสบกับปัญหาการปวดหลัง ซึ่งฟังดูแล้วน่าจะเป็นปัญหาทางสุขภาพทั่วไปที่ไม่ได้รุนแรงอะไร สามารถรักษาได้ง่าย ๆ ด้วยการออกกำลัง ยืดเส้นยืนสาย หรือทานยาเพื่อระงับอาการปวด แต่ยังมีอาการปวดหลังบางประเภท ที่ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ที่กล้ามเนื้อ แต่กลับมีต้นตอที่ลึกกว่า นั่นคือปัญหาการปวดหลังร้าวลงขา ซึ่งเป็นอาการบ่งชี้โรคหมอนรองกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาท หรือที่เราเรียกกันคุ้นปากกว่า ว่า “หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท” โดยวันนี้ เราจะมาทำความรู้จักกับโรคนี้ในเบื้องต้น ว่าเกิดจากอะไร มีอาการอย่างไร และจะสามารถเลี่ยงการเป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทได้อย่างไร

มีวิธีการแยกอาการปวดหลังที่อันตรายและไม่อันตรายหรือไม่?

แน่นอนว่า หลายคนอาจจะกำลังสงสัยว่า อาการปวดหลังที่ตนเป็นอยู่ เป็นสัญญาณเตือนของโรคทางสุขภาพใดหรือไม่ โดยทั่วไปแล้ว เราสามารถแบ่งอาการปวดหลังออกได้เป็น 3 กลุ่ม ตามระดับความอันตราย อันได้แก่

  1. ระดับความอันตรายสูง: อาจมีอาการปวดหลังตอนกลางคืน ร่วมกับมีไข้ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด อาการดังกล่าว เป็นอาการปวดหลังที่อันตราย เนื่องจากอาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ หรือว่าเป็นโรคมะเร็ง
  2. ระดับความอันตรายปานกลาง: ได้แก่อาการของโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ซึ่งมีอาการปวดร้าวลามลงมาที่บริเวณขา ปวดเป็นแถบ หรืออาจมีอาการปวดเสียวร้าวลงมาที่เท้าด้วย
  3. ระดับความอันตรายต่ำ: ได้แก่อาการปวดหลังเนื่องจากการทำงานของกล้ามเนื้อในชีวิตประจำวัน อย่างเช่น การปวดหลังจากการยกของหนัก

โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทเกิดขึ้นได้อย่างไร?

โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทมักเกิดขึ้นในกลุ่มคนที่มีอายุตั้งแต่ 30 – 50 ปี โดยมีสาเหตุมาจากปัจจัยโดยรวม ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยอาจเป็นผลมาจากสรีระของบุคคล หรือปัจจัยการใช้ชีวิตประจำวัน อย่างเช่นการยกของหนักอย่างผิดวิธี ออกกำลังกายผิดท่า เป็นต้น

สามารถรักษาโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทได้อย่างไร?

ผู้ป่วยโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทมักจะเริ่มมาพบแพทย์ตอนที่มีอาการบ่งชี้ เช่น ขาเริ่มอ่อนแรง ข้อเท้านิ้วเท้ากระดกไม่ขึ้น หรือนั่งนานแล้วมีอาการปวดชา อาการในขั้นนี้สามารถรักษาได้โดยการรับยา หรือทำกายภาพ โดยการทำกายภาพเป็นสิ่งที่สำคัญและมีหลายวิธี ส่วนใหญ่คือการออกกำลังกายส่วนกล้ามเนื้อกลางลำตัว หากขั้นตอนการรับยาและทำกายภาพไม่มีผล อาจจะมีการฉีดยาเพื่อลดอาการปวด แล้วจึงเริ่มการผ่าตัดเพื่อทำการรักษา

ขั้นตอนการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดในปัจจุบันเป็นอย่างไร?

หลายคนอาจจะคุ้นชินว่า การผ่าตัดโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทเป็นการผ่าตัดที่ค่อนข้างใหญ่ นั่นคืออาจมีแผลยาวเป็นคืบเท่าฝ่ามือ แต่ปัจจุบัน มีการใช้เทคโนโลยีการส่องกล้องที่มีขนาด 0.8 มิลลิเมตร เพื่อใช้ในการผ่าตัด ทำให้เกิดบาดแผลเล็ก ฟื้นตัวไว ผ่าตัดตอนเช้า ตอนเย็นก็สามารถเดินได้ หรือในบางกรณี คนไข้บางรายสามารถกลับไปพักฟื้นฟูร่างกายที่บ้านได้ทันที

สิ่งที่ควรทำเพื่อไม่ให้เป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทมีอะไรบ้าง?

  1. การออกกำลังกาย: ออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (ท้อง และหลังส่วนล่าง) เพื่อช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เช่นการแพลงก์ (Plank) โดยเน้นไปที่ความถี่ในการทำ ประมาณ 5 – 10 นาที ในหนึ่งวัน และทำเช่นนั้นทุกวัน ไม่ควรหักโหม
  2. นั่งทำงานอย่างเหมาะสม: ในกรณีที่ต้องทำงานที่บ้าน (Work From Home) หากไม่มีเก้าอี้ออฟฟิศ หรือเก้าอี้ที่เหมาะสมกับการนั่งทำงาน แนะนำให้ใช้หมอนรองหลัง เลี่ยงท่านั่งที่อาจทำให้เกิดอาการปวดหลัง และไม่ควรนั่งทำงานเกิน 30 นาที ถึง 1  ชั่วโมง โดยควรเปลี่ยนท่านั่งหรือลุกยืนเป็นระยะ

ทราบกันแล้วว่าสิ่งที่พึงกระทำเพื่อเลี่ยงการเป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทนั้น ค่อนข้างอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา เราจึงควรคำนึงเสมอว่า ท่าทางที่เราทำ สิ่งที่ทำ ใช้กล้ามเนื้อส่วนหลังมากมั้ย เช่นการยกของหนัก ก็ควรยกอย่างถูกวิธีและอย่าเผลอตัวนั่งทำงานหรืออ่านหนังสือนาน ๆ ควรลุกยืนยืดเส้นยืดสายบ้างเพื่อให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on linkedin
LinkedIn
Share on email
Email
Share on print
Print