ฉีดเข้าชั้นผิวหนัง ความหวังใหม่กระจายวัคซีนทั่วถึง ยับยั้งการระบาด ใช้ยาน้อย ภูมิสูงใกล้เคียงฉีดเข้ากล้ามเนื้อ

ในสถานการณ์ที่วัคซีนยังแพร่กระจายไม่ทั่วถึง การฉีดวัคซีนเข้าในชั้นผิวหนังจึงกลายเป็นประเด็นที่ถูกยกมาพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งก็เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับประสิทธิภาพ และความปลอดภัย เมื่อเทียบกับการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ วันนี้ โรงพยาบาลในเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ ได้รวบรวมข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้มาสรุปให้ทุกคนเข้าใจง่าย ๆ กันค่ะ

3 วิธีการฉีดวัคซีนเข้าสู่ร่างกาย

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกันก่อนว่าวิธีการฉีดวัคซีนโดยทั่วไปแล้วนั้นมีด้วยกัน 3 แบบ ได้แก่

  1. ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (Intramuscular Injection: IM) เช่น วัคซีนรวมคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน วัคซีนตับอักเสบบี วัคซีนพิษสุนัขบ้า
  2. ฉีดเข้าในชั้นผิวหนัง (Intradermal Injection: ID) เช่น วัคซีน BCG วัคซีนพิษสุนัขบ้า
  3. ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Injection : SC) เช่น วัคซีนรวมหัด คางทูม และหัดเยอรมัน วัคซีนไข้สมองอักเสบ

ย้อนอดีตต้นกำเนิดการฉีดวัคซีนเข้าในชั้นผิวหนัง

เมื่อย้อนกลับไปในปี 2530 ที่วัคซีนพิษสุนัขบ้าขาดแคลนอย่างหนัก ประเทศไทยได้ใช้กลวิธีฉีดวัคซีนเข้าในชั้นผิวหนังแทนการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ซึ่งสามารถลดปริมาณการใช้ลงไปได้เยอะ จากปกติที่ใช้ 0.5 ซีซี หรือ 1.0 ซีซี ก็เหลือเพียง 0.1 ซีซีเท่านั้น ทั้งนี้โดยกำหนดให้มีความแรงของวัคซีนที่ชัดเจนและนำไปสู่การใช้ในประเทศไทยในปี 2531 และนำเสนอต่อองค์การอนามัยโลก จนกระทั่งเป็นที่ยอมรับและนำไปใช้ทั่วโลกในปี 2534 ถือเป็นความสำเร็จหนึ่งของประเทศเลยทีเดียว

สรุปประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการฉีดวัคซีนเข้าในชั้นผิวหนัง

หากพูดถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัย ทางด้านศูนย์ปฎิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ได้เห็นชอบการฉีดวัคซีนบูสเตอร์โดส สูตร S-S-A ด้วยวิธีฉีดเข้าในชั้นผิวหนัง เป็นอีกทางเลือก (ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนที่กระทรวงสาธารณสุขสั่งกรมควบคุมโรคแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง) เพราะจากผลการศึกษาพบว่าค่าเฉลี่ยของค่าภูมิคุ้มกันหลังฉีด 2 สัปดาห์ นั้นสูงถึง 17,662.3 AU/ml เลยทีเดียว และปฏิกิริยาทั่วร่างกายที่เกิดขึ้นก็น้อยกว่าการฉีดเข้ากล้ามเนื้ออีกด้วย

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร หัวหน้าศูนย์วิจัยการแพทย์แม่นยำ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ก็ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับการศึกษาในอาสาสมัครจำนวน 30 คน โดยทีมนักวิจัยจากเนเธอร์แลนด์ ทดสอบการฉีด Moderna Vaccine ใหม่ โดยแทนที่จะฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (Intramuscular Injection: IM) 2 เข็มห่างกัน 4 สัปดาห์ เปลี่ยนเป็นฉีดเข้าในชั้นผิวหนัง (Intradermal Injection: ID) 2 เข็มห่างกัน 4 สัปดาห์แทน จากนั้นได้ทำการวัดระดับแอนติบอดี้ เมื่อฉีดครบ 2 สัปดาห์แล้ว พบว่าระดับ anti-spike และ anti-RBD สูงเทียบเท่ากับการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ โดยที่ผลข้างเคียงแทบไม่ต่างกันเลย

รวมไปถึงเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ก็ได้กล่าวถึงผลการวิจัยภูมิคุ้มกันและความปลอดภัยจากการได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นเข้าชั้นผิวหนัง ซึ่งเป็นการวิจัยที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยฉีดวัคซีนเข็ม 3 หรือบูสเตอร์โดสให้กับอาสาสมัครที่ฉีดวัคซีนซิโนแวคครบ 2 เข็มมาแล้ว 4 – 8 สัปดาห์ และ 8 – 12 สัปดาห์ ซึ่งเปลี่ยนจากการฉีดเข้ากล้ามเนื้อเป็นฉีดเข้าในชั้นผิวหนัง หลังจากนั้น 14 วัน ได้เจาะเลือดเพื่อตรวจผลข้างเคียงและการเกิดภูมิคุ้มกัน พบว่า 

  • เกิดอาการเฉพาะที่หรือจุดที่ฉีดมากกว่าการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ เช่น อาการปวด บวม แดง คลำแล้วเป็นไต
  • อาการทั่วไปของร่างกายที่มีปฏิกิริยาเกิดขึ้น เช่น ไข้ ปวดหัว ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย น้อยลง เมื่อเทียบกับการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 
  • การตอบสนองภูมิคุ้มกัน สำหรับส่วนของภูมิทั่วไป พบว่าหากฉีดซิโนแวค 2 เข็ม ในภาพรวมจะมีภูมิขึ้นมาประมาณหนึ่ง แต่หากฉีดกระตุ้นไม่ว่าจะฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือชั้นผิวหนัง และไม่ว่าจะเป็นระยะเวลา 4 – 8 สัปดาห์ หรือหลังจากนั้นเล็กน้อย พบว่าเกิดภูมิเพิ่มขึ้นมาค่อนข้างสูงใกล้เคียงกัน ขณะที่การยับยั้งโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา พบว่า หากฉีด 2 แบบเปรียบเทียบกัน ได้ผลไม่แตกแต่งกันมาก ดังนั้นยืนยันว่าการฉีดเข้าในชั้นผิวหนังสามารถจัดการสายพันธุ์เดลตาได้เช่นกัน

อ้างอิง:
ศูนย์ปฎิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข (ข้อมูล ณ วันที่ 16 ก.ย. 64)
นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร หัวหน้าศูนย์วิจัยการแพทย์แม่นยำ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
Thaipbs

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on linkedin
LinkedIn
Share on email
Email
Share on print
Print