ปวดประจำเดือนรุนแรง เช็กตัวเองสักนิด อย่าคิดว่าแค่เรื่องธรรมดา

AW_content ปวดประจำเดือน-01

ปัญหากวนใจที่ผู้หญิงเกือบทุกคนต้องเจอนั่นก็คือ “ปวดท้องประจำเดือน” หรือปวดท้องเมนส์ หลายคนเข้าใจว่า การปวดประจำเดือนเป็นเรื่องปกติ บางคนปวดไม่มากมีอาการเพียงเล็กน้อยจึงมักมองข้ามปัญหานี้ไป แต่รู้ไหมว่าแม้จะปวดเพียงเล็กน้อย แต่ปวดเป็นระยะเวลานานหรือแม้กระทั่งปวดท้องแบบรุนแรง นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายที่จะตามมาได้

ปวดท้องประจำเดือนคืออะไร ?

ปวดท้องประจำเดือน คือ อาการปวดท้องน้อยในช่วงที่มีรอบเดือน โดยปกติแล้วผู้หญิงมักจะมีอาการปวดท้องประจำเดือน ปวดท้องเมนส์ ก่อนมีรอบเดือน 1-2 วัน หรือปวดระหว่างมีรอบเดือนในช่วงวันแรก ๆ จะมีอาการปวดเกร็งเล็กน้อย ปวดแบบหน่วง ๆ หรือรุนแรงไปจนถึงบริเวณท้องน้อย ในบางรายอาจมีอาการปวดอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ปวดหลัง ปวดแขน ปวดขา ท้องผูก ท้องอืดหรือท้องเสีย เป็นต้น

สาเหตุของอาการปวดท้องประจำเดือน เกิดจากอะไร ?

ปวดท้องประจำเดือนเกิดจากการบีบตัวของกล้ามเนื้อมดลูก เพื่อให้ร่างกายขับเนื้อเยื่อภายในมดลูกออกมาเป็นประจำเดือน แต่บางครั้งอาจมีการบีบตัวของกล้ามเนื้อที่รุนแรงมากกว่าปกติจนอาจไปกดทับหลอดเลือดบริเวณใกล้เคียงจนทำให้ออกซิเจนไม่สามารถเข้าไปหล่อเลี้ยงได้จึงทำให้เกิดอาการปวดเกร็ง และในช่วงที่มีประจำเดือนร่างกายจะมีการผลิตสารที่ชื่อว่า โพรสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ที่เป็นสารที่กระตุ้นให้กล้ามเนื้อมดลูกเกิดการบีบตัวมากขึ้นด้วย นอกจากนี้อาการปวดประจำเดือนยังอาจเกิดขึ้นจากปัญหาเกี่ยวกับอวัยวะสืบพันธุ์อื่น ๆ ได้อีกด้วย เช่น 

    • เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ภาวะนี้จะทำให้ปวดท้องมาก โดยจะมีอาการติดต่อกันนานกว่า 6 เดือน ซึ่งอาจส่งผลกระทบทำให้เกิดภาวะมีบุตรยากได้ด้วย
    • ถุงน้ำในรังไข่ (Polycystic Ovary Syndrome) เป็นความผิดปกติของระดับฮอร์โมนทำให้เกิดถุงน้ำจำนวนมากในรังไข่ ผู้ป่วยจะมีประจำเดือนที่ผิดปกติ เช่น ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ประจำเดือนมานานกว่าปกติ เป็นต้น
       
    • เนื้องอกมดลูก เป็นเนื้องอกที่เกิดขึ้นในกล้ามเนื้อของมดลูก ซึ่งมักจะพบได้บ่อยในผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป โดยเนื้องอกที่ว่านี้จะมีขนาดเล็กมากไปจนถึงมีขนาดใหญ่เท่าลูกแตงโม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ หรือทำให้มีลูกยากได้ อาการที่แสดงออกมาในบางรายอาจปวดท้องเมนอย่างรุนแรง หรือประจำเดือนมามาก และมาเป็นเวลานานผิดปกติ
       
    • อุ้งเชิงกรานอักเสบ เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในระบบอวัยวะสืบพันธุ์ โดยอาการหลักจะเป็นการปวดที่อุ้งเชิงกราน และยังส่งผลให้ผู้ป่วยปวดประจำเดือน ตกขาวมีกลิ่นเหม็นคาวด้วย
       
    • ปากมดลูกตีบ ทำให้ขัดขวางการไหลของเลือดประจำเดือน และเกิดแรงดันภายในมดลูกมาก ก่อให้เกิดอาการปวดประจำเดือน และประจำเดือนมาไม่ปกติ

ปวดท้องแบบไหนต้องไปพบแพทย์ ?

หลายคนมองว่าปวดท้องประจำเดือนเป็นเรื่องปกติ ปวดแป๊ปเดียวเดี๋ยวก็หาย แต่หากมีอาการเหล่านี้ อาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายที่อันตรายกว่าการปวดประจำเดือนแบบทั่วไป

    • ทานยาแล้วไม่หาย

    • ปวดบีบ และปวดนานกว่า 2-3 วัน มีอาการท้องร่วงและคลื่นไส้ร่วมด้วย

    • ปวดท้องประจำเดือนมากขึ้นเรื่อยๆ หรือรู้สึกปวดท้องน้อยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

    • มีเลือดไหลออกมามากกว่าปกติ ต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยแทบทุกชั่วโมง

    • มีเนื้อเยื่อปนออกมากับเลือด เนื้อเยื่อมีสีเทา

    • มีอาการปวดท้องน้อยแม้ไม่มีประจำเดือน

    • ติดเชื้อ เช่น คันบริเวณปากช่องคลอด เลือดประจำเดือนมีสีแปลกไปจากปกติ ตกขาวมีกลิ่น

    • มีบุตรยาก

    • อายุมากกว่า 25 ปี แต่มีอาการปวดประจำเดือนแบบรุนแรงเป็นครั้งแรก

    • มีไข้พร้อมกับปวดท้องประจำเดือน

อาการปวดท้องประจำเดือน อาจเป็นสาเหตุของการติดเชื้อที่หากไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้เกิดแผลที่เนื้อเยื่อ ซึ่งจะไปทำลายอวัยวะภายในอุ้งเชิงกราน ทำให้เกิดภาวะมีบุตรยากได้ อาจมีไข้ มีอาการปวดท้องอย่างกระทันหันหรือรู้สึกปวดท้องน้อยอย่างรุนแรง ผู้ป่วยควรรีบพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอาการและรับการรักษา

วิธีบรรเทาอาการปวดประจำเดือน

    • ยาที่ไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ ยาต้านการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ที่มักจะใช้ได้ผลในการบรรเทาอาการปวดประจำเดือน เช่น พอนสแตน

    • ยาที่จ่ายตามใบสั่งแพทย์ หากยาชนิด NSAIDs ที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไปนั้นไม่สามารถทำให้หายปวดได้  ให้ปรึกษาแพทย์จะจ่ายยาบรรเทาอาการปวดที่แรงขึ้นกว่าเดิมให้สำหรับคุณ

    • ยาคุมกำเนิด คือฮอร์โมนคุมกำเนิด สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้ โดยไปยับยั้งการตกไข่ หากคุณไม่มีการตกไข่ อาการปวดประจำเดือนก็จะน้อยลง

    • การผ่าตัด  ใช้ในกรณีที่เป็นเนื้องอกในมดลูกและสภาวะที่เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ที่มีขนาดใหญ่หรือรักษาด้วยยาแล้วไม่ดีขึ้น 

อาการปวดท้องประจำเดือนในเพศหญิงโดยปกติทั่วไปมักจะมีอาการไม่รุนแรง ปวดเพียงช่วงวันแรก ๆ ของการมีประจำเดือนจึงไม่ต้องกังวลไป แต่หากมีอาการปวดรุนแรง และมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย ให้รีบพบแพทย์เพื่อได้รับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างเหมาะสมและทันท่วงทีก่อนที่ปัญหาการปวดท้องประจำเดือนธรรมดา ๆ จะกลายเป็นอาการที่มีโรคร้ายแอบแฝงจนรักษาไม่ทัน

บทความโดย : คลินิกสุขภาพสตรี โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ