ลูกติดจอ ติดมือถือแก้อย่างไร

ปัจจุบัน เกือบจะทุก ๆ บ้านที่เอาเทคโนโลยีเข้ามาเลี้ยงลูก หรือตามใจลูกปล่อยให้อยู่กับมือถือ แท็บเล็ต ทีวีทั้งวัน จนลูกติดมือถือ ติดจอ จากสถิติในปัจจุบัน พบว่ามีเด็ก ๆ ที่อยู่หน้าจอมากถึง 35 ชั่วโมง/สัปดาห์ ซึ่งโดยปกติแล้วไม่ควรเกิน 16 ชั่วโมง/สัปดาห์ แต่ทราบหรือไม่ว่า มีผลต่อพัฒนาการไม่ว่าจะเป็นเรื่องของร่างกายหรือจิตใจ  ของลูกอย่างมาก หากไม่กำหนดเวลาดู ให้เหมาะสม เพราะเด็กในวัยต่ำกว่า 2 ขวบ ไม่ควรเล่นหรือดูสื่อเหล่านี้เด็ดขาด แล้วอาการแบบไหนเรียกว่าลูกติดมือถือ และมีวิธีแก้ไขอย่างไร เรามาทำความเข้าใจกันที่บทความนี้กันได้เลยนะคะ

ปล่อยลูกติดมือถือ เสี่ยง “พฤติกรรมโมโหร้าย สมาธิสั้น”

ในเด็กเล็กโดยเฉพาะช่วงก่อนเรียน เป็นช่วงที่เขามีภาวะสมาธิสั้นติตตัวกันอยู่แล้ว เช่น การอยู่ไม่นิ่ง หรือไม่สามารถอดทนกับอะไรนานๆ ได้ แต่สิ่งที่จะทำให้สมาธิของเด็กนั้นดีขึ้นหรือแย่ลงนั้น ก็อยู่ที่สิ่งรอบตัวและปัจจัยหลายอย่าง

อย่างการเล่นมือถือ ทั้งแท็บเล็ต สมาร์ทโฟน โทรทัศน์ ในช่วงก่อน 2 ขวบ ถือเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะเด็ก ๆ จะจดจ่ออยู่กับการเคลื่อนไหวบนจอภาพตลอดเวลา ทำให้เกิดสมาธิสั้นได้นั่นเอง ผลกระทบที่ตามมานั้นก็คือ เวลาเราจะสอนหรือเสริมพัฒนาการต่าง ๆ ให้เขา เด็ก ๆ ก็จะให้ความสนใจน้อยลง และความจำลดลงได้อีกด้วยค่ะ

สังเกตอาการคือ

    • วอกแวกง่าย

    • เหม่อลอย

    • เบื่อง่าย

    • เคลื่อนไหวตลอดเวลา

    • เล่นกับเพื่อนแรง ๆ

    • ใจร้อน วู่วาม

    • พูดโพล่ง พูดแทรก

    • รอคอยไม่เป็น

วิธีการแก้ไข คือ

    • ปรับพฤติกรรม

ซึ่งข้อนี้พ่อแม่เองก็ให้ความร่วมมือกันกับลูก ไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยการใช้การสื่อสารที่สั้น กระชับ ตรงไปตรงมา ทำตารางเวลาให้ลูกที่ชัดเจน ปรับบรรยากาศการทำการบ้านของลูกให้สงบ หากิจกรรมให้ทำที่ปลดปล่อยพลังได้เยอะ ๆ จำกัดเวลาในการใช้มือถือต่าง ๆ ไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง ที่สำคัญเลยก็อย่าลืมชื่นชมลูก และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกด้วยนะคะ

    • การรักษาด้วยยา

ซึ่งก็มียาหลากหลายชนิด ซึ่งทุกชนิดก็ต้องให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ที่พิจารณาในการสั่งใช้ยาในแต่ละครั้ง และติดตามผลการรักษาอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เด็ก ๆ แต่ละคนก็มีอาการและการตอบสนองต่อยาที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมและอาการของเด็กด้วยนั่นเอง แต่หากเด็กมีอาการสมาธิสั้นแบบไม่มาก ไม่ได้รบกวนการเรียนหรือชีวิตประจำวันมาก ก็อาจจะเป็นการให้เขาได้ลองปรับพฤติกรรมเบื้องต้นเสียมากกว่าค่ะ

ปล่อยลูกติดมือถือ เสี่ยง “สายตาสั้นเทียม”

เนื่องจากขณะที่เด็ก ๆ เล่นมือถือนั้น เขาต้องจ้องมองแบบใกล้ ๆ ทำให้เกิดทั้งการเพ่ง รูม่านตาหดเล็กลง อีกทั้งแสงในมือถือที่เป็นแสงสีฟ้าที่มีความยาวคลื่นที่สูงกว่าแสงแดดทั่วไป พอเด็ก ๆ ได้รับแสงดังกล่าวก็อาจจะส่งผลในระยะยาวได้ ซึ่งมันจะทำให้เกิดจอประสาทตาเสื่อมเร็วกว่าที่ควรนั่นเองค่ะ ซึ่งจะบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าการให้ลูกเล่นมือถือตั้งแต่เด็ก ๆ จะทำให้เขามีลักษณะการใช้สายตาในการเพ่งมองใกล้มากกว่าการใช้คอมพิวเตอร์อีกนะคะ ทำให้เด็ก ๆ เกิดภาวะที่เรียกว่า “ตาเพ่งค้าง” ซึ่งจะทำให้เขามีอาการปวดหัว ตาพร่าได้ หรือที่เรียกว่า “สายตาสั้นเทียม” นั่นเอง และสายตาสั้นเทียมของเด็กบางคนนั้น ก็เกิดขึ้นไม่กี่นาทีก็หายค่ะ พ่อแม่บางคนอาจจะเข้าใจผิดว่าลูกสายตาสั้น และพาไปตัดแว่น สุดท้ายเด็ก ๆ ก็อาจจะปวดสายตาและส่งผลเสียต่อตาของเขาในที่สุดค่ะ

สังเกตอาการ คือ

    • มองกระดานไม่ชัด ต้องหยีตา

    • เดินไปมองใกล้ๆ มากขึ้นเพื่อดูให้ชัด

    • ก้มอ่านหนังสือแบบใกล้มาก

    • รับของพลาดบ่อย ๆ

    • ค่าสายตาเปลี่ยนไปมา

    • ปวดหัว ปวดตา อาเจียน

วิธีการแก้ไข คือ

    • แสงต้องพอต่อการใช้งาน

ทั้งการอ่านหนังสือ ทำการบ้าน รวมไปถึงการใช้สื่อหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ห้ามใช้แสงในที่มืด เพราะจะต้องใช้สายตามากในการเพ่งนั่นเอง นอกจากนี้เรื่องแสงหน้าจอก็สำคัญนะคะ ไม่ควรใช้แสงที่จ้าเกินไป

    • ใช้สูตร 20 : 20 : 20

คุณพ่อคุณแม่อาจจะมีความสงสัยว่า 20 เนี่ยคืออะไร เพื่อลดการเพ่งสายตานั้นหมายความว่า ให้ใช้งานเพ่ง 20 นาที จากนั้นมองไกล 20 ฟุต นาน 20 วินาที ซึ่งมันจะช่วยให้กล้ามเนื้อในดวงตาผ่อนคลายได้นั่นเองค่ะ

    • หากิจกรรมให้ลูกทำ

หากอยากให้ลูกได้ใช้มือถือ คุณพ่อคุณแม่ควรกำหนดเวลาในการเล่นอย่างเหมาะสมนะคะ เพื่อให้เขาใช้สายที่ไม่มากเกินไป หากิจกรรมที่ทำนอกบ้านบ้าง หรือทำเป็นครอบครัวก็ได้ค่ะ หลีกเลี่ยงการใช้สมาร์ทโฟนในเด็กเล็กยิ่งดีค่ะ

    • ดื่มน้ำบ่อย ๆ

พ่อแม่ควรสังเกตลูก หากลูกเริ่มเคืองตา ตาแห้ง การมองเห็นพล่าเบลอ ควรให้เขาหยุดเล่นหรือใช้มือถือ และการดื่มน้ำจะช่วยให้ดวงตามีความชุ่มชื้นได้ และดีต่อสุขภาพเด็ก ๆ อีกด้วยค่ะ

    • ตรวจตาบ่อย ๆ

ควรพาเด็ก ๆ ไปตรวจสายตากับจักษุเเพทย์ เพราะการตรวจสุขภาพในโรงเรียนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เเละมีโอกาสคลาดเคลื่อนได้ ซึ่งการพาลูกมาตรวจตากับจักษุเเพทย์จะได้ตรวจสอบระบบประสาทตา เเละสายตาโดยรวมอย่างเเม่นยำ โดยครั้งเเรกควรเป็นเมื่ออายุ 3 – 5 ขวบ ถึงเเม้จะไม่มีอาการผิดปกติทางสายตา เเละมาบ่อย ๆ ทุก 1 – 2 ปี

ปล่อยลูกติดมือถือ เสี่ยง “เด็กเจ้าอารมณ์”

เมื่อไหร่ที่คุณพ่อคุณแม่รู้สึกว่า ทำไมลูกของเราหงุดหงิดทุกครั้ง เมื่อเราขัดขวาง หรือห้ามไม่ให้ลูกเล่นมือถือ เขาจะมีการแสดงอาการก้าวร้าว อารมณ์เสียง่าย และหงุดหงิดทุกครั้งเมื่อไม่ได้เล่น นั้นแสดงว่าลูกของเรานั้นเป็นเด็กติดมือถือแล้วล่ะค่ะ ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่าในโลกความเป็นจริงกับในมือถือนั้นมันแตกต่างกัน ทุกอย่างบนโลกออนไลน์มันรวดเร็วไปหมด แม้แต่มือถือเอง แค่จิ้ม ๆ ปัด ๆ ก็ทำให้เด็กรู้และเข้าถึงอะไรง่ายมาก ๆ เมื่อไหร่ที่มาใช้ชีวิตจริงแล้วไม่ได้รับการตอบสนองที่รวดเร็วดั่งใจ ก็จะทำให้เด็ก ๆ หงุดหงิดนั่นเอง

นอกจากอารมณ์ที่หงุดหงิดแล้ว ยังทำให้เด็กแยกตัวออกจากสังคมด้วย เนื่องจากเมื่อมีมือถือแล้วก็เหมือนมีทางเลือกที่ง่ายและชื่นชอบมากกว่า เด็ก ๆ จึงไม่พยายามไม่ปรับตัวให้เข้ากับคนอื่น ๆ ซึ่งทำให้การเข้าสังคมของเด็กนั้นยากขึ้นนั่นเอง บางรายอาจจะมีโลกส่วนตัวสูง หรือคบหาเฉพาะเพื่อนในอินเทอร์เน็ตเท่านั้น

สังเกตอาการคือ

    • ไม่พอใจได้ง่าย

    • หงุดหงิด ใจร้อน ขี้โมโห

    • ขาดความอดทน

    • ขว้างปาข้าวของ

    • ร้องไห้นานเป็นชั่วโมง

    • ทำร้ายร่างกายคนอื่น

    • ต่อต้าน

    • โลกส่วนตัวสูง

วิธีการแก้ไข คือ

    • งดให้ลูกดูสื่อที่มีความรุนแรงในมือถือ

เพราะเด็ก ๆ มักจะมีการเลียนแบบจากสื่อที่ดู และเขาไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ดีและไม่ดี หรือสิ่งที่ควรหรือไม่ควรทำ หากพ่อแม่ปล่อยไปอาจจะทำให้เขากลายเป็นเด็กก้าวร้าว วีนเหวี่ยง เหมือนในละครก็ได้นะคะ ดังนั้นหากจะดูก็ต้องมีผู้ปกครองอยู่ด้วยจะดีที่สุดค่ะ

    • ไม่ใจอ่อนง่าย ๆ

พ่อแม่บางคนเข้าใจนะคะว่าก็อยากให้ลูกรับแต่สิ่งดี ๆ ทำให้พอมีอะไรที่ลูกอยากได้ก็ตามใจ และยอมให้เขาไปหมดซะทุกอย่าง แต่รู้ไหมคะว่าหากทำบ่อย ๆ เขาก็อาจจะเป็นคนเอาแต่ใจมากขึ้นได้ เพราะเขารู้แล้วว่ายังไงพ่อแม่ก็จะทำตามใจเขาในที่สุด เช่นเดียวกับมือถือค่ะ

    • ฝึกให้ลูกรู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเอง

ยิ่งควบคุมอารมณ์ตั้งแต่ยังเด็กยิ่งดีเลยค่ะ เพราะจะทำให้ความโมโห หงุดหงิด อาละวาดลดลงได้ อย่างเช่น หากลูกเกิดอารมณ์โมโหขึ้นมา ให้เขาสูดหายใจลึก ๆ 10 ครั้งในใจ หรือสอนให้เขาเข้าใจถึงข้อดีและข้อเสียของแต่ละคน และสอนการให้อภัยต่อกันและกัน ก็ถือเป็นการควบคุมอารมณ์ได้เช่นกันนะคะ

ปล่อยลูกติดมือถือ เสี่ยง “พัฒนาการช้า”

คุณพ่อคุณแม่ทราบหรือไม่ว่า เด็ก ๆ หากยิ่งใช้เวลาหน้าจอมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เขามีพัฒนาการด้านต่างๆ แย่ลงได้เมื่อเทียบกับเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน โดยเฉพาะในเด็กวัย 2 – 3 ขวบ ที่สมองอยู่ในช่วงพัฒนามากที่สุด

โดยทางสถาบันกุมารเวชศาสตร์ของอเมริกา ได้สรุปผลการวิจัยว่าเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 เดือนไม่ควรที่จะดูโทรศัพท์ และเด็กที่มีอายุระหว่าง 18 – 24 เดือนนั้น หากต้องการดูโทรศัพท์ควรมีผู้ปกครองให้คำแนะนำระหว่างการดูด้วย ในส่วนของเด็กที่มีอายุ 2 ปีขึ้นไปนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรกำหนดเวลาในการเล่นหรือดูอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมงอีกด้วย

ซึ่งการพัฒนาการช้านั้นก็ได้แก่

    • พัฒนาการด้านการสื่อสารช้าและพูดไม่ชัด

    • ความจำจะถดถอย ไอคิวต่ำไม่ได้มาตรฐาน

    • ความสามารถในการสื่อสารลดลง

    • ร่างกายไม่แข็งแรง เหนื่อยง่าย

    • ขาดทักษะในการสื่อสารและเข้าสังคม

วิธีแก้ไข คือ

    • เด็กอายุแรกเกิด – 2 ปี ควรหลีกเลี่ยงการอยู่หน้าจอทุกชนิด เพราะนอกจากจะไม่มีผลต่อพัฒนาการทางสติปัญญาของลูกแล้ว แม้แต่การเปิดทิ้งไว้เฉย ๆ เด็กไม่ได้ดู แต่หากพ่อดูบอล แม่ดูละคร ก็ทำให้พ่อแม่ขาดการมีปฏิสัมพันธ์กับลูกไปอย่างน่าเสียดาย

    • เด็กอายุ 2 – 5 ปี ใช้หน้าจอได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน โดยพ่อแม่ควรใช้สื่อให้เป็น เลือกโปรแกรมที่ดี และควรดูร่วมกับลูก พูดคุยเกี่ยวกับเนื้อหาที่ดู ตั้งคำถาม และมีกติกาที่เหมาะสม ไม่ควรปล่อยให้ลูกรับสื่อผ่านจอตามลำพัง

    • ปิดหน้าจอแล้วใช้เวลาคุณภาพ ทำกิจกรรมร่วมกัน พูดคุยกับลูก เล่นกับลูก อ่านหนังสือร่วมกัน กิจกรรมเหล่านี้เป็นวิธีกระตุ้นพัฒนาการลูกน้อยได้ดีที่สุด

ปล่อยลูกติดมือถือ เสี่ยง “โรคอ้วน”

อาการติดมือถือในเด็ก นอกจากจะส่งผลดังข้างต้นที่กล่าวมาแล้วนั้น ยังส่งผลต่อสุขภาพของเด็กอีกด้วยนะคะ โดยเฉพาะโรคอ้วนในเด็ก เพราะการเล่นมือถือเป็นการที่เด็ก ๆ ไม่ได้ลุกเดิน มีเพียงแค่การนั่งอยู่กับที่เฉย ๆ จึงทำให้เกิดโรคอ้วนและโรคเรื้อรังอื่น ๆ ได้นั่นเองค่ะ

เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรให้เขาเปลี่ยนท่าทางในการนั่งบ่อย ๆ เพื่อผ่อนคลายอิริยาบถ อาจจะขยับร่างกาย เดินบ้าง ลุกบ้างถ้ารู้สึกว่าร่างกายเมื่อยล้า หรือหาสถานที่ทำงานหรือเล่นที่เหมาะสม ไม่ควรก้มหน้าเล่น หรือเงยหน้านอนเล่น เพราะจะทำให้เขาเพลินไม่รู้เวลา ยิ่งมีอาหารจากคุณพ่อคุณแม่มาวางให้ตลอดเวลา รับรองได้เลยว่าจะกลายเป็นเด็กอ้วนโดยไม่รู้ตัวก็ได้นะคะ

วิธีแก้ไข คือ

    • ควบคุมการเล่นให้เป็นเวลา ไม่นานเกินจนไม่ได้ขยับร่างกาย

    • หากิจกรรมทำอื่น ๆ นอกจากการเล่นมือถือ

    • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง

    • กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

    • ไม่พยายามลดโดยการอดอาหาร

    • ไม่ใช้อาหารเป็นของล่อ หรือรางวัล

    • ลดอาหารหวาน ลูกอม ไอศกรีม

คุณพ่อคุณแม่มักเข้าใจว่า การเล่นมือถือเป็นเรื่องปกติตามวันของเด็ก แต่ถ้าหากการเล่นเหล่านั้นขาดการควบคุมที่ดี ขาดการดูแลอย่างเหมาะสม อาจส่งผลกระทบให้เกิดปัญหากับเด็กในระยะยาวได้ ซึ่งจะส่งผลต่อปัญหาด้านพฤติกรรมอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในขั้นตอนการบำบัดรักษา พฤติกรรมติดมือถือ แพทย์จะทำการประเมินพฤติกรรมเด็กจากการพูดคุยกับผู้ปกครอง หรือตัวเด็กเอง ร่วมกับการประเมินความพร้อม และความอดทนของพ่อแม่ ก่อนที่จะให้คำแนะนำในการบำบัดรักษาต่อไป

บทความโดย : คลินิกพัฒนาการเด็ก โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ

Facebook
Twitter
Email
Print