เยื่อหุ้มสมองอักเสบ

สมองเป็นอวัยวะที่สำคัญ เปรียบดั่งศูนย์สั่งการควบคุมส่วนต่าง ๆ ให้ร่างกายสามารถทำงานได้ตามปกติ หากมีการอักเสบเกิดขึ้นตั้งแต่ชั้นเยื่อหุ้มสมองไปจนถึงเนื้อสมอง ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาทันที หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจทำให้เสียชีวิตหรือพิการได้

เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis)

เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) เป็นโรคที่เกิดการติดเชื้อที่อาจเกิดจากเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อราบริเวณเยื่อหุ้มที่หุ้มรอบสมองและไขสันหลังจนทำให้บริเวณดังกล่าวอักเสบบวม ทำให้เกิดอาการอื่น ๆ ตามมา เช่น ปวดศีรษะ คอแข็งขยับไม่ได้ และเป็นไข้ เยื่อหุ้มสมองอักเสบพบมากในเด็กอ่อน เด็กเล็ก วัยรุ่น จนถึงวัยผู้ใหญ่ และบางชนิดอาจเป็นอันตรายร้ายแรงหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

อาการของโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

อาการของเยื่อหุ้มสมองอักเสบในระยะแรกเริ่มอาจคล้ายคลึงอาการของโรคไข้หวัดใหญ่ โดยจะแสดงอาการมากขึ้นเมื่อผ่านไปหลายชั่วโมง หรือเป็นเวลา 2-3 วันแล้ว อาการที่อาจเกิดขึ้นได้ในผู้ป่วยอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป มีดังนี้

    • คอแข็ง

    • มีอาการสับสน ไม่มีสมาธิในการจดจ่อ

    • ไข้ขึ้นสูงเฉียบพลัน

    • ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน

    • ชัก

    • แพ้แสงหรือไวต่อแสง

    • ไม่มีความกระหายหรืออยากอาหาร

    • ปวดหัวอย่างรุนแรงผิดปกติ

    • ง่วงนอน หรือตื่นนอนยาก

    • ผิวหนังเป็นผื่น พบได้ในผู้ป่วยเยื่อหุ้มสมองอักเสบที่เกิดจากเชื้อไข้กาฬหลังแอ่น

เด็กแรกเกิดจนกระทั่งอายุไม่เกิน 1 เดือน สามารถเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้เช่นกัน โดยอาจมีอาการดังนี้

    • ร้องไห้ตลอดเวลา

    • มีไข้สูง

    • ตัวและลำคอแข็ง

    • นอนหลับมากเกินไป หรือหงุดหงิดง่าย

    • เฉื่อยชา เคลื่อนไหวน้อย

    • กระหม่อมนูน

    • ดื่มนมได้น้อยลงมาก

การป้องกันโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

การติดเชื้อเยื่อหุ้มสมองอักเสบสามารถแพร่กระจายได้ทางการไอ จาม และการใช้ของใช้ส่วนตัวบางอย่างร่วมกัน เช่น แปรงสีฟันหรือช้อน การรักษาสุขภาพและสุขอนามัยจึงเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันตนเองจากเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โดยควรล้างมือบ่อย ๆ เพื่อป้องกันการสะสมเชื้อโรค หลีกเลี่ยงการดื่มหรือรับประทานอาหารจากภาชนะเดียวกันกับผู้อื่น และส่งเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 

หากมีการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นการติดเชื้อชนิดที่ร้ายแรงแพทย์จะแนะนำให้รับประทานยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการเกิดโรค 

นอกจากนี้ อีกหนึ่งวิธีที่สามารถป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้คือการฉีดวัคซีน ซึ่งวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ได้แก่

วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อฮิบ (Haemophilus Influenzae Type B) เป็นวัคซีนป้องกันเชื้อที่อาจก่อให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ รวมถึงโรคอื่น ๆ เช่น ปอดบวม หูชั้นกลางอักเสบ ข้ออักเสบ ปอดอักเสบ โดยฉีดให้เมื่อเด็กอายุมากกว่า 2 เดือนขึ้นไป การฉีดวัคซีนชนิดนี้อาจมีผลข้างเคียงทำให้เด็กรู้สึกเบื่ออาหาร 

ในปัจจุบันเราสามารถตรวจเอ็กซ์เรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ร่วมกับการตรวจอื่น ๆ ได้ เพื่อตรวจดูระบบประสาทและปัญหาภายในสมองให้ได้ผลที่มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น MRI สามารถแสดงภาพเนื้อเยื่อต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้ชัดเจน 

เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นโรคที่อันตรายอย่างมากเกิดการติดเชื้อที่อาจเกิดจากเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อราบริเวณเยื่อหุ้มที่หุ้มรอบสมองและไขสันหลัง ผู้ป่วยจะมีอาการคอแข็ง มีอาการสับสน ไม่มีสมาธิในการจดจ่อ มีไข้ขึ้นสูงเฉียบพลัน มีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ชัก ถ้าหากเด็กอายุไม่เกิน 1 เดือนจะต้องคอยสังเกตอาการว่ามีกระหม่อมนูน เคลื่อนไหวช้า ร้องไห้ตลอดเวลาหรือไม่ ถ้าหากพบว่ามีอาการดังกล่าวหรือมีการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยเยื่อหุ้มสมองอักเสบจะต้องรีบพบแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างเร่งด่วน โดยการให้ยาปฏิชีวนะ และยังสามารถตรวจเอ็กซ์เรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อตรวจดูระบบประสาทด้วยความแม่นยำ เพราะโรคนี้อาจทำให้พิการหรือเสียชีวิตได้ โรคนี้สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนโรคติดเชื้อฮิบ นอกจากจะป้องกันโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบแล้วยังรวมถึงโรคอื่น ๆ เช่น ปอดบวม หูชั้นกลางอักเสบ ข้ออักเสบ ปอดอักเสบ ได้อีกด้วย

ที่มา : กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข