“ไวรัสตับอักเสบบี” โรคร้ายที่คุณป้องกันได้

ไวรัสตับอักเสบบีสามารถทำให้เกิดการอักเสบของตับแบบเฉียบพลัน หรือแบบเรื้อรังได้ ไวรัสตับอักเสบบีเป็นสาเหตุของโรคตับแข็ง และมะเร็งตับที่สำคัญของโลก อย่างไรก็ดี ปัจจุบันเรามีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี ที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ และลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่จะเกิดตามมา

เชื้อไวรัสตับอักเสบบีคืออะไร ?

เชื้อไวรัสตับอักเสบบีเป็น double-stranded DNA virus ใน Family Hepadnaviridae, Genus Orthohepadnavirus เป็นสาเหตุที่ท าให้เซลล์ตับเกิดการอักเสบ และการอักเสบจะทำให้เซลล์ตับตาย หากเป็น เรื้อรังจะเกิดพังผืด ตับแข็ง และมะเร็งตับได้โรคนี้มีคนเป็นแหล่งรังโรค เชื้อไวรัสจะอยู่ในเลือดและสารคัดหลั่ง ต่าง ๆ ของผู้ป่วยหรือผู้ที่เป็นพาหะ และสามารถถ่ายทอดเชื้อไปยังผู้อื่นผ่านทางเลือด การมีเพศสัมพันธ์ การใช้ ของมีคมร่วมกันระหว่างบุคคล เด็กแรกเกิดสามารถติดเชื้อจากมารดาที่เป็นพาหะได้ในขณะคลอดหรือในระยะ หลังคลอด เชื้อไวรัสตับอักเสบบีมีระยะฟักตัวเฉลี่ยประมาณ 75 วัน (30-180 วัน) เชื้อสามารถแบ่งตัวได้ภายใน 30-60 วันหลังจากที่ได้รับเชื้อ ซึ่งเชื้อยังอยู่ในร่างกายและสามารถพัฒนาเป็นโรคไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง

อาการของโรคไวรัสตับอักเสบบี

แบ่งได้เป็น 2 ระยะ คือ

    • ระยะเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการภายใน 1-4 เดือนหลังติดเชื้อ ซึ่งจะมีอาการดังนี้อาการไข้ ตัวเหลืองตาเหลือง ปวดท้องใต้ชายโครงขวา คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ท้องเสียและอาเจียน อ่อนเพลีย ผื่น ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการรุนแรง เกิดจากการที่เซลล์ตับถูกทำลายเป็นจำนวนมาก ในกรณีนี้อาจทำให้เกิดภาวะตับวายได้อาการตับอักเสบระยะเฉียบพลันจะดีขึ้นใน 1-4 สัปดาห์ และจะหายเป็นปกติเมื่อร่างกายสามารถกำจัดและควบคุมเชื้อไวรัสตับอักเสบได้ ซึ่งมักใช้เวลาไม่เกิน 3 เดือน แต่ผู้ป่วยส่วนน้อย (5-10%) ไม่สามารถกำจัดเชื้อออกจากร่างกายได้หมด ทำให้ผู้ป่วยมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง

    • ระยะเรื้อรัง แบ่งผู้ป่วยได้เป็น 2 กลุ่มคือ

      • พาหะ คือ ผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในร่างกาย ผู้ป่วยจะไม่มีอาการแต่สามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ ผลการตรวจเลือดพบค่าการทำงานของตับอยู่ในเกณฑ์ปกติ

      • ตับอักเสบเรื้อรัง คือ ผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในร่างกาย และตรวจเลือดพบค่าการทำงานของตับผิดปกติ

ผู้ป่วยส่วนมากมักไม่มีอาการ บางรายอาจมีอาการอ่อนเพลียหรือเบื่ออาหารได้ การติดเชื้อแบบเรื้อรัง พบบ่อยในเด็กที่ติดเชื้อตั้งแต่แรกเกิดและยังเป็นอันตรายที่อาจนำไปสู่ ตับแข็ง มะเร็งตับ และเสียชีวิตในที่สุด

ผู้ที่ควรฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี

    • ทารกแรกเกิด เด็ก และวัยรุ่นที่ไม่ได้รับวัคซีนเมื่อแรกเกิด

    • ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบี บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ที่ทำงานในสถานพยาบาล

    • ผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง

    • ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ได้รับการฟอกไต

    • ผู้ป่วยที่ได้รับเลือดบ่อย ๆ

    • ผู้ที่ใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น

    • ผู้ที่ต้องเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค

    • ผู้ที่เสี่ยงต่อโรคเนื่องจากปัจจัยเสี่ยงทางพฤติกรรมทางเพศ เช่น รักร่วมเพศ มีคู่นอนหลายคน

ผู้ที่สามารถรับวัคซีนไวรัสตับอักเสบ B

    • เริ่มฉีดได้ตั้งแต่แรกเกิด
    • ผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน

วัคซีนไวรัสตับอักเสบ B ฉีดกี่ครั้ง ?

    • ฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบ B ทั้งหมด 3  ครั้ง 
    • ครั้งที่ 2 ห่างจากครั้งแรก 1 – 2 เดือน
    • ครั้งที่ 3 ห่างจากครั้งแรก 6 เดือน

วิธีป้องกันตนเองจากไวรัสตับอักเสบบี

    • ตรวจสุขภาพร่างกายเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งควรตรวจเช็คตับปีละ 1 ครั้ง และตรวจคัดกรองมะเร็งตับเป็นระยะ

    • ควรฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันไวรัสตับอักเสบ หากร่างกายยังไม่มีภูมิคุ้มกัน

    • ไม่ควรรับประทานยาพร่ำเพรื่อติดต่อกันเป็นเวลานาน หากไม่ได้อยู่ในความดูแลของแพทย์

    • งดดื่มแอลกอฮอล์

    • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานโรค

    • มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย

    • หลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือดและสารคัดหลั่งของผู้ป่วย

วิธีการที่ดีที่สุดในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี คือ การให้วัคซีนก่อนการสัมผัสโรค เมื่อฉีดวัคซีน ครบถ้วนตามเกณฑ์แล้วจะมีประสิทธิผลในการป้องกันโรคสูงถึง ร้อยละ 90-95 % จึงควรใส่ใจและเข้ารับการฉีดวัคซีนให้ครบถ้วนตามที่แพทย์กำหนด

ที่มา : กองโรคป้องกันด้วยวัคซีน กรมควบคุมโรค

Facebook
Twitter
Email
Print