ต่อมลูกหมากโต ภัยร้ายที่ผู้ชายส่วนใหญ่ต้องเจอ !!

AW_content ต่อมลูกหมากโต ภัยร้ายที่ผู้ชายส่วนใหญ่ต้องเจอ-01

เมื่ออายุเพิ่มขึ้น เรามักพบการเปลี่ยนแปลงของทางร่างกาย และฮอร์โมน ทั้งเพศชาย และเพศหญิงโดยเฉพาะความผิดปกติของของการปัสสาวะในเพศชายที่พบได้บ่อยจากต่อมลูกหมากที่โตมากขึ้นตามอายุ เป็นอาการที่ผู้ชายส่วนใหญ่มักต้องเจอเมื่อมีอายุมากขึ้น และทำให้กังวลถึงปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ที่จะตามมา แต่ก็อย่าเพิ่งกังวลใจจนเกินไป เพราะโรคต่อมลูกหมากโตมีทั้งอาการหนัก และเบาแตกต่างกันไปในแต่ละคน ซึ่งเราสามารถรับมือกับมันได้

โรคต่อมลูกหมากโตคืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร ?

โรคต่อมลูกหมากโต คือ ภาวะที่ต่อมลูกหมากมีขนาดใหญ่มากขึ้นจากการเพิ่มจำนวนเซลล์ และเนื้อเยื่อของตัวต่อมลูกหมากซึ่งเป็นกลไกที่เกิดขึ้นตามอายุโรคต่อมลูกหมากโตเป็นโรคที่พบได้เป็นปกติในผู้ชาย และการเกิดขึ้นมักจะสัมพันธ์กับอายุ และฮอร์โมนเพศชายโดยอัตราการโต และลักษณะรูปร่างของต่อมลูกหมากก็จะแตกต่างกันในแต่ละคน ประกอบกับอาการปัสสาวะผิดปกติที่พบนั่นก็จะแตกต่างกันไปตามขนาดของต่อมลูกหมากที่โตขึ้น และรูปร่างของต่อมที่โตซึ่งอาการปัสสาวะผิดปกตินั้นสามารถเกิดได้ทั้งจากการกดเบียด อุดกั้น หรือจากระบบประสาทบริเวณกล้ามเนื้อหูรูดกระเพาะปัสสาวะที่โดนกระตุ้นจากตัวต่อมลูกหมากทำให้มีการหดเกร็ง หรือระคายเคืองเส้นประสาทได้ง่ายกว่าปกตินั้นเอง

โรคต่อมลูกหมากโตมีอาการอย่างไร ?

อาการที่เกิดจากการกดเบียดของท่อปัสสาวะ ได้แก่ ปัสสาวะลำเล็กลง ปัสสาวะไม่พุ่งเหมือนแต่ก่อน ต้องรอนานกว่าจะปัสสาวะออกมาได้ หลังจากปัสสาวะสุดแล้วยังมีปัสสาวะหยดตามมาอีก มีความรู้สึกว่าปัสสาวะยังไม่หมดทั้ง ๆ ที่ปัสสาวะหยุดไหลแล้ว อาจจะรุนแรงถึงขั้นปัสสาวะไม่ออกได้ถึงแม้จะปวดปัสสาวะมากก็ตาม นอกจากอาการที่กล่าวมาแล้ว ยังมีอาการระคายเคืองที่เป็นผลจากการตอบสนองของกล้ามเนื้อหูรูด และกระเพาะปัสสาวะจากต่อมลูกหมากที่โตขึ้น ซึ่งได้แก่ ปัสสาวะบ่อย กลั้นปัสสาวะได้ไม่นาน ต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะตอนกลางคืน และกลั้นปัสสาวะได้ไม่อยู่รวมถึงผู้ป่วยบางคนอาจมีปัสสาวะเป็นเลือดได้จากการต้องเบ่งปัสสาวะเป็นระยะเวลานาน นอกจากนั้นอาจพบปัญหาแทรกซ้อนอย่างอื่นได้อีก เช่น การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะโดยจะพบอาการได้แก่ ปัสสาวะขุ่น เข้มขึ้น ปัสสาวะแสบขัดมีตะกอน กลิ่นแรงขึ้น มีไข้ หนาวสั่น ถ้าการอุดกั้นของปัสสาวะนาน ๆ บางครั้งอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะไตวายเรื้อรังได้ด้วย

เป็นต่อมลูกหมากโตแล้วจะกลายเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากหรือไม่ ?

โดยทั่วไปแล้วโรคต่อมลูกหมากโต และมะเร็งต่อมลูกหมากมักเกิดในผู้ชายสูงอายุ และอาการของโรคทั้ง 2 กลุ่มนี้คล้ายกันมากทำให้การตรวจค้นมีความจำเป็นอย่างยิ่ง แต่อย่างไรก็ตามโรคทั้ง 2 กลุ่มนี้เป็นคนละชนิดกัน แต่เราอาจพบร่วมกันได้ดังนั้นในเพศชายที่อายุมากกว่า 45 ปี ควรได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากร่วมด้วย โดยการตรวจเลือดดูค่า PSA ร่วมกับตรวจร่างกายอย่างน้อยปีละ1 ครั้ง

การตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยโรคต่อมลูกหมากโต

    • การซักประวัติ หรือการให้ผู้ป่วยทำแบบสอบถาม (IPSS) เพื่อประเมินความรุนแรงของความผิดปรกติของการถ่ายปัสสาวะ

    • การตรวจทวารหนักเพื่อคลำต่อมลูกหมาก เนื่องจากต่อมลูกหมากอยู่ภายในร่างกาย ดังนั้น การใช้นิ้วคลำจะเป็นวิธีการตรวจร่างกายที่ง่ายที่สุดในการประเมินถึงลักษณะทางภายกายภาพของต่อมลูกหมาก และที่สำคัญยังสามารถบอกได้ถึงความผิดปรกติที่สงสัยมะเร็งต่อมลูกหมากด้วย

    • การตรวจปัสสาวะเป็นขั้นตอนที่สำคัญ และจำเป็นต้องทำในผู้ป่วยทุกราย เพื่อดูว่ามีการอักเสบติดเชื้อ     มีเม็ดเลือดผิดปรกติหรือไม่ และยังเป็นการบอกถึงความผิดปรกติของร่างกายในระบบอื่นได้

    • การตรวจเลือดเพื่อหาค่า PSA (prostatic specific antigen) เพื่อคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากในเพศชายอายุมากกว่า 45 ปี

    • การตรวจอัลตราซาวน์ ส่วนมากมักใช้เมื่อมีความผิดปรกติในการตรวจปัสสาวะ

    • การตรวจอัตราความแรงในการไหลของปัสสาวะ (Uroflowmetry) ร่วมกับการตรวจปัสสาวะที่เหลือค้างหลังจากปัสสาวะหมดแล้ว มีประโยชน์ในการประเมินความรุนแรงและติดตามการตอบสนองต่อการรักษา

    • การส่องกล้องทางเดินปัสสาวะ (Cystoscopy) เพื่อหาสาเหตุความผิดปกติที่พบภายในท่อปัสสาวะหรือกระเพาะปัสสาวะ รวมถึงใช้ในกรณีประเมิณต่อมลูกหมากก่อนรับการผ่าตัด

    • การตรวจอื่น ๆ เช่น การตรวจยูโรพลศาสตร์ (Urodynamics study) จะทำเมื่อมีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจน

แนวทางการรักษาโรคต่อมลูกหมากโต

สำหรับโรคต่อมลูกหมากโตนั้น ส่วนมากมักจะมีผลต่อคุณภาพชีวิตและต่อสุขภาพโดยรวม ดังนั้น การรักษาจะมุ่งเน้นที่จะให้อาการขับถ่ายปัสสาวะของผู้ป่วยดีขึ้น โดยมีวิธีการรักษาแบ่งเป็น 3 วิธี ดังนี้

วิธีแรก: ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

วิธีการรักษาเริ่มแรกแพทย์จะให้ปรับพฤติกรรมเสียก่อน เช่น ในรายที่เป็นไม่มาก อาจให้ลดการดื่มน้ำลงในช่วงเวลากลางคืนปัสสาวะก่อนนอนเป็นประจำลดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ ถ้าอาการดีขึ้นก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยา แต่หากปรับพฤติกรรมแล้วอาการไม่ดีขึ้นควรต้องรักษาด้วยยาต่อไป

วิธีที่สอง: การใช้ยา

สำหรับการรักษาด้วยยา เช่น ยาคลายกล้ามเนื้อเรียบบริเวณหูรูดกระเพาะปัสสาวะและในต่อมลูกหมาก (Alpha-Blockers) ให้มีลักษณะอ่อนตัวลง ปัสสาวะได้คล่องขึ้น รู้สึกระคายเคืองน้อยลง แต่ถ้าในรายที่มีอาการปัสสาวะลำบากมากขึ้นจนมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตประจำวันแม้ได้รับการรักษาด้วยยาแล้ว หรือในรายที่มีอาการรุนแรงแช่นปัสสาวะไม่ออกหรือปัสสาวะเป็นเลือด ควรได้รับการส่องกล้องเพื่อประเมิณหรือพิจารณาการรักษาด้วยการผ่าตัดต่อไป เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างอื่นที่อาจตามมาได้ เช่นการติดเชื้อ หรือภาวะไตเสื่อม เป็นต้น

วิธีที่สาม: การผ่าตัด

การรักษาด้วยการผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง เพื่อขูดตัดเอาชิ้นเนื้อส่วนที่เกินออกมาจากต่อมลูกหมาก (Transurethral Resection of the Prostate-TURP) เป็นการผ่าตัดที่นำเอาบางส่วนของต่อมลูกหมากที่ขวาง ท่อทางเดินปัสสาวะออกมา โดยใช้กล้องส่องผ่านท่อปัสสาวะจากแพทย์จะใช้วิธีตัดหรือขูดต่อมลูกหมากออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ด้วยเครื่องมือแบบขดลวดสำหรับตัดและจี้ด้วยไฟฟ้าที่มีความปลอดภัยสูง เพื่อตัดและหยุดเลือดออกไปได้พร้อมกันอีกทั้งในปัจจุบันได้มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ใช้ในการรักษา ต่อมลูกหมากเพิ่มขึ้นและดียิ่งขึ้น เช่น การใช้เลเซอร์ตัดเนื้อเยื่อต่อมลูกหมาก (Holmium laser enucleation of the prostate ; HoLEP) หรือ การใช้ไอน้ำรักษาต่อมลูกหมากโต (Water Vapor Therapy) เป็นต้น

ภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นเมื่อละเลยการรักษาที่ถูกต้อง

    •   ปัสสาวะไม่ออกและมีอาการปวดท้องน้อยอย่างรุนแรง

    •   ปัสสาวะเป็นเลือดเนื่องจากต่อมลูกหมากบวม

    •   มีนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ

    •   กระเพาะปัสสาวะเสื่อมหรือพิการ ทำให้ไม่สามารถขับปัสสาวะออกได้หมด ส่งผลให้เกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบและติดเชื้อ

    •   การทำงานของไตเสื่อมลง และไตวายในระยะยาว

ถ้าหากมีอาการที่เกิดจากการอุดกั้นของการขับถ่ายปัสสาวะ เช่น ปัสสาวะลำเล็กลง ปัสสาวะไม่พุ่งเหมือนแต่ก่อนต้องรอนานกว่าจะปัสสาวะออกมาได้ ปวดปัสสาวะง่ายและบ่อย หลังจากปัสสาวะสุดแล้วยังมีปัสสาวะหยดตามมาอีก มีความรู้สึกว่าปัสสาวะยังไม่หมดทั้ง ๆ ที่ปัสสาวะหยุดไหลแล้วควรรีบมา พบแพทย์เพราะการโตผิดปกติของต่อมลูกหมากเป็นเรื่องที่คุณผู้ชายไม่ควรมองข้ามหมั่นสังเกตุลักษณะการปัสสาวะ และมาพบแพทย์เฉพาะทางแต่เนิ่น ๆ เมื่อเริ่มมีอาการเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน และเพื่อการรักษาได้อย่างมีประสิทธิผลสูงสุด รวมไปถึงคุณภาพของชีวิตที่ดีขึ้น

บทความโดย : นพ.จักรพงศ์ จิรสิริธรรม แพทย์สุขภาพเพศชาย โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ

Facebook
Twitter
Email
Print