ถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรัง

อาการเจ็บใต้ชายโครงขวา แต่เจ็บไม่มาก รวมถึงมีท้องอืดท้องเฟ้อเป็นประจำเมื่อกินอาหารมัน ๆ อาการเหล่านี้ เป็น ๆ หาย ๆ ทำให้หลายคนไม่ได้สนใจ แต่รู้หรือไม่ อาการเหล่านี้อาจจะเป็นสัญญาณเตือนของโรคถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรัง แล้วถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรังอันตรายแค่ไหน เรามาทำความเข้าใจพร้อม ๆ กันกับบทความนี้กันนะคะ

ถุงน้ำดีอักเสบ (Choleycystitis)

ภาวะที่เกิดการอักเสบของถุงน้ำดีซึ่งเป็นอวัยวะช่วยย่อยอาหาร มีขนาดเล็กคล้ายลูกแพร์ อยู่บริเวณท้องด้านขวาใกล้ตับ ตามปกติแล้ว น้ำดีช่วยในการย่อยอาหาร โดยเฉพาะสารอาหารจำพวกไขมัน น้ำดีจะไหลผ่านถุงน้ำดีไปยังลำไส้เล็ก หากเกิดการอุดตันของน้ำดี จะส่งผลให้ถุงน้ำดีบวม อักเสบ และเกิดอาการปวดได้ การอุดตันของน้ำดีมักมีสาเหตุมาจากนิ่วอุดตันในท่อถุงน้ำดี รวมไปถึงปัญหาเกี่ยวกับท่อน้ำดีและเนื้องอกอื่น ๆ

ถุงน้ำดีอักเสบจัดเป็นปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรง ส่วนใหญ่แล้ว ผู้ป่วยโรคนี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาทันที เนื่องจากถุงน้ำดีอักเสบอาจกลายเป็นปัญหาสุขภาพเรื้อรังได้หากไม่เข้ารับการรักษาหรือปรากฏอาการอักเสบซ้ำอีกครั้ง ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่ไม่เข้ารับการรักษาให้หาย อาจเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ถุงน้ำดีแตก ซึ่งร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

อาการถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรัง (Chronic cholecystitis)

เป็นแบบที่พบได้น้อยกว่ามาก โดยเป็นภาวะที่ผนังของถุงน้ำดีมีการหนาตัว และแข็งจากการที่บวมอยู่เป็นเวลานาน ๆ ผู้ป่วยมักมีอาการไม่แน่นอน และไม่ชัดเจนเท่าอาการจากถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน (ยกเว้นในรายที่เกิดการติดเชื้อเฉียบพลันซ้ำซ้อนที่จะทำให้มีอาการเหมือนการอักเสบแบบเฉียบพลันได้) จึงทำให้แยกจากภาวะปวดท้องจากสาเหตุอื่น ๆ ได้ยาก โดยผู้ป่วยจะมีอาการปวดตรงบริเวณใต้ลิ้นปี่หรือใต้ชายโครงด้านขวาไม่รุนแรง แต่จะปวดแบบเรื้อรังเป็น ๆ หาย ๆ (โดยมากจะมีอาการปวดบิดเป็นพัก ๆ แบบเดียวกับอาการปวดของนิ่วในถุงน้ำดี) ร่วมกับมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ คลื่นไส้ อาเจียน คล้ายอาการของอาหารไม่ย่อย ซึ่งมักจะเป็นหลังจากที่รับประทานอาหารมัน ๆ หรือหลังอาหารมื้อหนัก

สาเหตุของถุงน้ำดีอักเสบ

สาเหตุหลักของถุงน้ำดีอักเสบคือ นิ่ว หรือตะกอนน้ำดีที่ไปปิดทางออกของถุงน้ำดี ซึ่งบางครั้งเรียกว่า นิ่วเทียม สาเหตุอื่น ๆ เช่น

    • การบาดเจ็บที่ท้องจากแผลไฟไหม้ การติดเชื้อในกระแสเลือดหรือบาดแผล หรือจากการผ่าตัด

    • ภาวะช็อก

    • ภูมิคุ้มกันบกพร่อง

    • อดอาหารเป็นระยะเวลานาน

    • การอักเสบในน้ำดี ก็อาจทำให้เกิดการอักเสบของถุงน้ำดีได้

    • เนื้องอกที่ไปรบกวนการไหลของน้ำดี ทำให้น้ำดีค้างอยู่ในถุงน้ำดี ทำให้ถุงน้ำดีอักเสบได้

วิธีการรักษาถุงน้ำดีอักเสบ

การรักษาโรคถุงน้ำดีอักเสบนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการติดเชื้อ และอาการอักเสบในถุงน้ำดี โดยปกติแล้วเพื่อรักษาโรคถุงน้ำดีอักเสบถาวร มักอาศัยวิธีการผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก (gallbladder removal surgery) ร่วมกับการใช้ยาปฏิชีวนะ (antibiotic) บางชนิด สำหรับผู้ป่วยบางรายที่มีอาการของโรครุนแรง และไม่ต้องการผ่าตัด อาจจำเป็นต้องได้รับการการระบายน้ำออกจากถุงน้ำดีอย่างเร่งด่วน ผ่านการเจาะทางผิวหนังของคนไข้ ในช่วงแรกของการรักษาภายในโรงพยาบาลนั้น คนไข้อาจต้องงดอาหาร และน้ำเพื่อลดภาวะการติดเชื้อในถุงน้ำดี โดยคนไข้จะได้รับของเหลวผ่านทางเส้นเลือดเพื่อป้องกันอาการขาดน้ำ ทั้งนี้แพทย์มักสั่งยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการปวดที่เกิดขึ้นจากการอักเสบ  

การส่องกล้องตรวจรักษาท่อทางเดินน้ำดี (Endroscopic retrograde cholangiopancreatography หรือ ERCP) เป็นตัวเลือกหนึ่งสำหรับการรักษาโรคถุงน้ำดีอักเสบ โดยการส่องกล่องผ่านทางปากเพื่อนำนิ่วหรือสิ่งกีดขวางอื่นออกจากท่อน้ำดีใหญ่ (bile duct) และท่อถุงน้ำดี (cystic duct)

โรคถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรังอาการจะไม่รุนแรง แต่จะเกิดการอักเสบซ้ำ ๆ บ่อย ๆ อาการอักเสบดังกล่าวก็ไม่ชัดเจนนัก มักมีเพียงอาการเจ็บใต้ชายโครงขวา แต่เจ็บไม่มาก รวมถึงมีท้องอืดท้องเฟ้อเป็นประจำเมื่อกินอาหารมัน ๆ แต่หากเกิดการติดเชื้อเฉียบพลันซ้ำซ้อนขึ้นมาก็จะทำให้กลายเป็นโรคถุงน้ำดีอักเสบรุนแรงได้เช่นกัน เมื่อสงสัย ควรรีบไปหาหมอ อย่ารอเวลาดูอาการเอง คุณหมอจะทำการวินิจฉัย และทำการรักษานะคะ

บทความโดย : ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ

Facebook
Twitter
Email
Print