คุณแม่ขอตัวช่วย เมื่อลูก "ไข้ขึ้น" ทำอย่างไรดี
คุณแม่ขอตัวช่วย โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรรภูมิ

คุณแม่คุณพ่อที่ต้องดูแลเด็กๆยามป่วยไข้ เมื่อลูกไม่สบายและมีอาการ “ไข้ขึ้น” อาจจะมีความกังวลอยู่ไม่น้อย 

หากพบว่าเด็กน้อยไข้ขึ้นสูงจะต้องดูแลกันอย่างไร? เรามาหาคำตอบกันค่ะ 

อาการไข้

     “อาการไข้”เกิดได้หลายสาเหตุ ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส เป็นหนึ่งในอาการที่พบได้บ่อยๆ ก่อนจะเป็นไข้หวัดตามมา ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัดทั่วไป หรือ ไข้หวัดใหญ่ โดยอาการอาจจะรุนแรงมากน้อยแตกต่างกันไป แต่ถ้าเด็กเป็นไข้เกิน 3 วัน ผู้ปกครองควรพาไปพบแพทย์ เพราะอาจมีโรคอื่นแทรกซ้อน หรือเป็นโรครุนแรงอื่นๆตามมาได้  

โรคหูดับ โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ

ไข้ในเด็ก

คือ ภาวะที่ร่างกายของเด็ก มีอุณหภูมิร่างกายสูงกว่าปกติ ตั้งแต่ 37.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป แต่ถ้าวัดไข้แล้วอุณหภูมิตั้งแต่ 38.5 องศา ถือว่า เด็กมีไข้สูง

ผู้ปกครองควรประเมินภาวะไข้ ด้วยการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายทุก 4 ชั่วโมง และสังเกต  อาการต่างๆ เช่น ตัวร้อน หน้าแดง หรือกระสับกระส่าย เพื่อป้องกันอาการชัก ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อเด็กได้

โรคหูดับ โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ

วิธีการวัดไข้ 

  • วัดโดยใช้ปรอทแบบดิจิทัล ที่รักแร้นาน 1-2 นาที หรือจนกว่าจะมีเสียงเตือน
  • วัดโดยเทอร์โมมิเตอร์ อมใต้ลิ้นนาน 3-5 นาที 

กรณีไข้ต่ำหรือไข้สูง การระบายความร้อน ดังนี้

  • ไข้ต่ำ (อุณหภูมิระหว่าง 37.5-38.4 องศาเซลเซียส) ให้เด็กดื่มน้ำให้เพียงพอ เช็ดตัวลดไข้ ด้วยน้ำอุณหภูมิห้องเป็นเวลา 15-20 นาที จนกว่าไข้จะลด เน้นบริเวณข้อพับ (หากหนาวสั่น ให้หยุดเช็ดตัวและสวมเสื้อผ้าบางๆ ไม่ห่มผ้า ถ้าไม่หนาวสั่น ให้นอนพักไม่ต้องเปิดพัดลม)
  • ไข้สูง (อุณหภูมิตั้งแต่ 38.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป) ให้ปฏิบัติเหมือนกับไข้ต่ำร่วมกับให้ยาลดไข้ เพื่อช่วยบรรเทาอาการไข้ให้ลดลงควบคู่กัน

การดูแลเด็กเมื่อมีอาการไข้

  • เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำ ที่อุณหภูมิ 27-37 องศาเซลเซียส โดยใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดๆ จุดที่เช็ด คือ เช็ดปลายมือ ปลายเท้า เข้าหาลำตัว ตามบริเวณข้อพับต่างๆ รวมทั้งขาหนีบ (การเช็ดตัวลดไข้ต้องเช็ดแรงกว่าการเช็ดตัวปกติ) เพื่อให้หลอดเลือดขยายและระบายความร้อนได้ดี 
  • ควรเช็ดตัว บริเวณที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ไม่ให้ลมโกรก ถ้าอยู่ในห้องแอร์ควรปิดแอร์ และใส่เสื้อผ้าที่โปร่งสบาย หากสังเกตว่า เด็กมีอาการหนาวสั่นควรหยุดเช็ด 
  • ควรรับประทานยาลดไข้ ตามปริมาณที่แพทย์กำหนด หากมีประวัติเคยชัก (ควรให้รับประทานยากันชักควบคู่กันไปด้วย) การให้ยาลดไข้ ควรอ่านฉลากยาให้ละเอียด 
  • ให้เด็กจิบน้ำมาก ๆ ถ้าไข้ไม่ลด รับประทานไม่ได้ ปัสสาวะน้อยลง หรือปัสสาวะสีเข้มมาก ควรพาเด็กไปพบแพทย์ เพื่อรีบทำการรักษาต่อที่โรงพยาบาล ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ 
  •  

การดูแลเด็กเมื่อมีอาการชัก

  • เด็กอาจเกิดอาการชักจากไข้สูงได้ (โอกาสชักซ้ำจากไข้สูง จะมากกว่าเด็กที่ไม่เคยชักถึง 30%) อาการชักสามารถพบได้ในเด็กที่อายุตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี 
  • ให้จับเด็กนอนตะแคง บนพื้นราบ ที่นุ่ม ไม่มีของแข็งกระทบ (ถ้ามีเศษอาหารติดในช่องปากให้รีบล้วงออก เพื่อป้องกันทางเดินหายใจอุดกั้นหยุดหายใจขณะชัก) 
  • หากเด็กชัก คือ ไม่ควรพยายามให้เด็กอาเจียน โดยใช้ช้อนหรือของแข็งใส่เข้าไปในปากเด็กอาจทำให้เกิดอันตรายต่อช่องปากและฟัน (ถ้าเด็กกัดลิ้น ให้หาผ้านุ่มๆ ใส่ปากแทน)
  • เด็กที่เคยมีประวัติชักจากไข้สูง มักจะพบอาการชักได้เป็นประจำ และสามารถเกิดขึ้นได้อีก ควรพาไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาต่อไป

 

ที่สำคัญที่สุด เมื่อลูกไข้ขึ้น คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยสังเกตอาการผิดปกติอื่น ๆ ควบคู่ด้วย เช่น ถ้าพบว่าเด็กยิ่งซึมลง หลับลึก ไม่มีแรง ไข้สูงไม่ลด เพลีย ไอ หอบเหนื่อย หายใจไม่สะดวก อาเจียนมีถ่ายเหลว ไม่ยอมรับประทานน้ำ หรือ  อาหารอื่นๆและมีอาการชักร่วม อาจจะทำให้เด็กมีภาวะหมดสติได้ ควรรีบพามาพบแพทย์ทันที

บทความโดย : โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ

แพ็กเกจและโปรโมชั่น

ส่องกล้องตรวจโพรงจมูก, กล่องเสียง, คอหอย, และแก้วหู

ตรวจสุขภาพ Healthy Plus 1 (ชาย)