สธ. กำหนด “โรคฝีดาษวานร” เป็นโรคติดต่อเฝ้าระวังในประเทศไทย

คณะกรรมการวิชาการ ภายใต้คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ เห็นชอบให้ “ฝีดาษวานร” หรือฝีดาษลิง เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากยังไม่แพร่เป็นวงกว้าง และยังไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อในประเทศไทย หรือผู้ป่วยสงสัยเข้าประเทศ ทั้งนี้ จากรายงานผู้ป่วยโรคฝีดาษลิงในยุโรป พบเป็นสายพันธุ์ West African ซึ่งมีความรุนแรงน้อย อัตราเสียชีวิต 1%

โรคฝีดาษลิง เป็นโรคติดต่อเฝ้าระวังในไทย

เมื่อวานนี้ (25 พฤษภาคม พ.ศ. 2565) นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กล่าวถึงสถานการณ์โรคผีดาษวานร (Monkeypox) ว่า เป็นโรคที่แพร่ระบาดในประเทศแถบแอฟริกามาหลายปี ทว่า ในช่วง 2 – 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มพบผู้ป่วยในประเทศแถบยุโรป มีความเชื่อมโยงกับการเดินทางไปแอฟริกา และมีการแพร่ระบาดภายในบางประเทศ ขณะนี้มีรายงานผู้ติดเชื้อ 257 ราย ใน 18 ประเทศแถบยุโรป

ประเทศที่มีรายงานผู้ติดเชื้อใหม่ ได้แก่ เดนมาร์ก โมรอกโก และอาร์เจนตินา โดยข้อมูลทางระบาดวิทยาเท่าที่มีรายงาน พบว่า จากรายงานอาการของผู้ป่วย 57 ราย พบเป็นผื่น/ตุ่มนูน 98% ไข้ 39% ต่อมน้ำเหลืองโต 26% และไอ 2%

โดยลักษณะของผื่นเป็นตุ่มแผลก้นลึก 75% ตุ่มน้ำใส 9% ผื่นนูน/ตุ่มหนอง 2% บริเวณที่พบส่วนใหญ่เป็นเนื้อเยื่ออ่อน เช่น อวัยวะเพศ 39% ปาก 30% และรอบทวารหนัก 2% ตรวจพบสายพันธุ์ West African 9 ราย

ทั้งนี้ โรคฝีดาษวานรมี 2 สายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์ West African Clade ซึ่งอัตราเสียชีวิตอยู่ที่ 1% ต่ำกว่าสายพันธุ์ Central African Clade ซึ่งมีอัตราเสียชีวิต 10% มีสัตว์ที่เป็นรังโรค คือ สัตว์ฟันแทะและลิง

สาเหตุของการติดเชื้อฝีดาษลิง

สามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่:

  • ติดต่อจากสัตว์สู่คน ผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่ง หรือแผลของสัตว์ที่ป่วย
  • ติดต่อจากคนสู่คน ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยมาก ๆ สัมผัสกับแผลหรือสารคัดหลั่งจากผู้ป่วยโดยตรง หรือเสื้อผ้าของใช้ผู้ป่วยที่มีสารคัดหลั่ง

ระยะฟักตัวของเชื้อและอาการ

สำหรับระยะฟักตัวอยู่ที่ 5 – 21 วัน อาการส่วนใหญ่ไม่ค่อยรุนแรงในช่วง 5 วันแรก จะมีอาการเริ่มต้นจาก การมีไข้ ปวดศีรษะ ต่อมน้ำเหลืองโต ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ และหมดแรง ซึ่งระยะที่มีอาการเหล่านี้ จะเป็นระยะที่เริ่มสามารถแพร่เชื้อได้บ้างแล้ว และช่วงออกผื่น 2 – 3 วันหลังมีไข้ จะมีผื่นขึ้นเริ่มจากใบหน้า ลำตัว แขนขา รวมถึงบริเวณที่เป็นเนื้อเยื่ออ่อน เช่น ช่องปาก และอวัยวะเพศ เริ่มจากตุ่มนูนแดงเล็ก ๆ เป็นตุ่มใส ตุ่มหนอง เมื่อแตกจะมีแผลเป็นหลุม

โดยมากสามารถหายเองได้ บางรายอาจมีเป็นแผลเป็น และบางรายอาจมีอาการรุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กที่มีปัญหาสุขภาพเดิม อาจมีอาการแทรกซ้อน ได้แก่ ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด ติดเชื้อที่กระจกตาทำให้สูญเสียการมองเห็นได้

ประเทศไทยมีการเตรียมความพร้อมเฝ้าระวังโรคฝีดาษลิง

นพ.จักรรัฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยมีการเตรียมความพร้อมเฝ้าระวัง โดยศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข กรณีโรคฝีดาษวานร กรมควบคุมโรค ซึ่งคณะกรรมการวิชาการ ภายใต้คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ มีมติเห็นชอบให้จัดโรคฝีดาษวานรเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากยังไม่มีผู้ป่วยในประเทศ

การแพร่กระจายของโรคเป็นลักษณะของการใกล้ชิดกันมาก ๆ เฉพาะกลุ่ม และยังไม่มีการแพร่ระบาดเป็นวงกว้างไปหลายทวีป อัตราป่วยตายยังเป็นสายพันธุ์ที่ป่วยรุนแรงน้อย โดยจะเฝ้าระวังผู้เดินทางเข้าประเทศที่มีอาการดังต่อไปนี้:

  • ไข้เกิน 38 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการป่วยอย่างน้อยหนึ่งอย่าง คือ เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ต่อมน้ำเหลืองโต หรือมีผื่นตุ่มนูน
  • มีประวัติเดินทาง หรืออาศัยในประเทศที่มีรายงานการระบาด มีประวัติร่วมกิจกรรมที่มีรายงานพบผู้ป่วยเข้าข่ายหรือยืนยัน ภายใน 21 วัน
  • มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดสัตว์ป่าประเภทสัตว์ฟันแทะ ลิง สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมนำเข้าจากแอฟริกา 

อ้างอิง: กระทรวงสาธารณสุข (ข้อมูล ณ วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2565)

“เราสร้างคนให้มีจิตใจของผู้ให้ เพื่อช่วยเหลือคน ชุมชน และสังคม คือ หัวใจที่สำคัญที่สุด สำหรับเรา“

สอบถามเพิ่มเติม 02-080-5999 หรือติดตามข่าวสารและกิจกรรมดี ๆ ได้ที่

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on linkedin
LinkedIn
Share on email
Email
Share on print
Print