กรมวิทย์ฯ ตรวจสอบคุณภาพวัคซีนฝีดาษคน เผย ยังมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน

หลังจากที่องค์การอนามัยโลกได้ประกาศความสำเร็จในการกวาดล้างโรคฝีดาษไปจากโลกแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 ทำให้การให้วัคซีนเพื่อป้องกันโรคฝีดาษในคนได้หยุดไป แต่เนื่องจากพบการระบาดอีกครั้งของโรคฝีดาษวานร และพบรายงานผู้ติดเชื้อรายแรกในประเทศไทยเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2565 ที่ผ่านมา ทำให้ประเทศไทยต้องเฝ้าระวังโรคนี้อย่างใกล้ชิด ตลอดจนเตรียมมาตรการป้องกัน และควบคุมการแพร่ระบาด

กรมวิทย์ฯ ตรวจสอบคุณภาพวัคซีนฝีดาษคน ที่ผลิตเก็บไว้

วันนี้ (22 กรกฎาคม 2565) นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พร้อมด้วย ดร.สุภาพร ภูมิอมร ผู้อำนวยการสถาบันชีววัตถุ เผยว่า องค์การเภสัชกรรมมีวัคซีนฝีดาษคนที่ผลิตและถูกเก็บรักษาไว้นานกว่า 40 ปี โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้นำวัคซีนดังกล่าวมาตรวจสอบคุณภาพ โดยเป็นวัคซีนเชื้อเป็นเก็บในรูปผงแห้งที่อุณหภูมิ 2 – 8 องศาเซลเซียส รวม 10,000 หลอด บรรจุหลอดละ 50 โดส รวมทั้งหมด 500,000 โดส ทั้งนี้วัคซีนดังกล่าวเป็นวัคซีนรุ่นแรกที่ผลิตจากน้ำเหลืองของสัตว์ รูปแบบการนำมาใช้โดยการหยดลงผิวหนังและใช้เข็มสะกิดผิวให้ถลอกเพื่อให้วัคซีนซึมผ่าน

วัคซีนฝีดาษคนที่ผลิตเก็บไว้ “ยังมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน”

นพ.ศุภกิจ กล่าวต่อว่า สถาบันชีววัตถุ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ทำการตรวจสอบคุณภาพวัคซีน ตามมาตรฐานการตรวจวัคซีนในห้องปฏิบัติการ ได้แก่:

    • ตรวจสอบทางกายภาพ เพื่อตรวจสอบลักษณะผงแห้งและการละลายด้วยตาเปล่า
    • ตรวจวิเคราะห์ทางเคมี-ฟิสิกส์ ตรวจสอบความเป็นกรด-ด่าง
    • ตรวจวิเคราะห์ด้านความปลอดภัย
    • ตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารก่อไข้และความปราศจากเชื้อ
    • ตรวจสอบความเป็นเอกลักษณ์ โดยวิธี RT-PCR เพื่อยืนยันว่าเป็นเชื้อไวรัสฝีดาษ
    • ตรวจสอบความแรง เพื่อตรวจสอบประสิทธิผลของวัคซีนว่ามีปริมาณเชื้อไวรัสเพียงพอต่อการกระตุ้นภูมิต้านทานเพื่อป้องกันโรคได้หรือไม่

โดยจากผลการตรวจสอบ พบว่า วัคซีนฝีดาษที่ผลิตเก็บไว้ “ยังคงมีลักษณะทางกายภาพที่ดี” มีความเป็นกรด-ด่างอยู่ในช่วงค่า pH 7.38 – 7.52 (มาตรฐานทั่วไป pH 6.0 – 8.0) ปริมาณสารก่อไข้ อยู่ระหว่าง 4.20 – 31.1 EU/ml (มาตรฐานทั่วไป ไม่เกิน 200 EU/ml) ไม่พบการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ และผลตรวจสอบความเป็นเอกลักษณ์ พบว่า เป็นไวรัสในกลุ่มไวรัสฝีดาษ Orthopoxvirus และวัคซีนมีค่าความแรง อยู่ระหว่าง 6.42 – 6.86 logTCID50/ml (มาตรฐานองค์การอนามัยโลกกำหนด ต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 5.4 log TCID50/ml)

โดยสรุปแล้ว วัคซีนฝีดาษจากองค์การเภสัชกรรม “ยังคงมีคุณภาพตามมาตรฐานวัคซีนไวรัสทั่วไป” และยังคงมีคุณค่า หากเกิดการระบาดขึ้นในประเทศและไม่สามารถจัดหาวัคซีนฝีดาษมาใช้ได้ในสถานการณ์ที่มีการระบาด ไปทั่วโลก วัคซีนฝีดาษที่มีอยู่นี้น่าจะนำมาใช้ในการป้องกันโรคฝีดาษวานรได้

อย่างไรก็ตาม นพ.ศุภกิจ กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่จะนำมาใช้ได้ในสภาวะฉุกเฉินนั้นจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาถึงประโยชน์และความเสี่ยงที่จะได้รับ รวมถึงวัคซีนทางเลือกที่มี ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยสำหรับผู้ได้รับวัคซีน

อ้างอิง : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ (ข้อมูล ณ วันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2565)

บทความโดย : โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ