โรคไข้เลือดออก HAEMORRHAGIC FEVER

ในปัจจุบันนับว่าโรคไข้เลือดออกเป็นโรคติดเชื้อที่นำโดยยุงลายที่มีความสำคัญมากที่สุดโดยพิจารณาจากทางสาธารณสุขที่มีผู้ป่วยในแต่ละปีเป็นจำนวนมากและมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และทางด้านการแพทย์ผู้ป่วยอาจจะมีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ถ้าไม่ได้รับการวินิจฉัยและการดูและอย่างถูกต้อง

         การระบาดวิทยา

            ไข้เลือดออก (ไวรัสแดงกี่ )มี 4 ชนิด เมื่อมีการติดเชื้อชนิดใดชนิดหนึ่งแล้วจะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสชนิดนั้นอย่างถาวรตลอดชีวิตแต่จะมีภูมิคุ้มกันไวรัสแดงกี่อีก 3 ชนิด ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ประมาณ 6-12 เดือน ดังนั้นผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่มีไวรัสแดงกี่ชุกชุมอาจจะมีการติดเชื้อ 3 – 4 ครั้งได้เพราะส่วนใหญ่ประมาณ 80 – 90 % ของผู้ป่วยที่เป็นไข้เลือดออกทีการติดเชื้อซ้ำ

          การแพร่กระจาย

            การแพร่กระจายโดยแพร่จากคนหนึ่งสู่คนหนึ่งโดยมียุงลายตัวเมีย (ที่หากินในเวลากลางวัน)เป็นตัวสำคัญโดยยุงลายตัวเมีย จะดูดเลือดคนที่มีเชื้อไวรัสแดงกี่อยู่ในกระแสเลือด (ช่วงที่มีไข้สูง) เชื้อไวรัสอยู่ในยุงนาน 30 – 45 วัน การแพร่เชื้อจะเป็นลูกโซ่ ถ้ามียุงหรือคนที่มีเชื้ออยู่ในชุมชนคนอยู่หนาแน่น

            ยุงลาย

มีขนาดเล็ก สีขาวสบับดำ แหล่งเพาะพันธุ์คือภาวะน้ำขังเกิน 7 วัน โดยเป็นน้ำใสและนิ่ง โดยยุงลายตัวเมียหลังดูดเลือดคน จะวางไข่ตามผิวในภาชนะเหนือระดับน้ำเล็กน้อย

           การป้องกัน

  • กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ใส่ทรายอะเบททำลายลูกน้ำใช้ยาฆ่าแมลง

  • ทายากันยุง และหลีกเลี่ยงไม่ให้ยุงลายกันเวลากลางวัน

  • เปลี่ยนน้ำที่แช่ขังทุก 7 วัน หรือใส่ปลาหางนกยูงในบ่อน้ำเพื่อกินลูกนน้ำหรือใส่เกลือในน้ำ

  • ปกปิดภาชนะเก็นน้ำด้วยฝาอย่างมิดชิด

  • ทำลายไข่ยุงโดยขัดล้างตามผิวภาชนะต่าง ๆ ทุกสัปดาห์

           การติดเชื้อไวรัสแดงกี่

  1. กลุ่มอาการไวรัส มักพบในทารกหรือเด็กเล็ก จะปรากฏไข้สูง 2 – 3 วัน บางครั้งอาจมีผื่น มีอาการคล้ายคลึงกับโรคที่เกิดจากไวรัสอื่น ๆ

  2. ไข้แดงกี่ เกิดกับเด็กโตหรือผู้ใหญ่ อาการไม่รุนแรงมีเพียงอาการไข้ร่วมกับปวดศีรษะ เมื่อยตัว อาจมีไข้สูงกะทันหันปวดกระบอกตา ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ปวดกระดูก มีผื่นอาจมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง

  3. ไข้เลือดออก มีอาการเหมือนไข้แดงกี่ รวมกับ

  • ไข้สูงลอย 2 – 7 วัน

  • มีอาการเลือดออก ส่วนใหญ่พบที่ผิวหนัง

  • มีตับโต กดเจ็บ

  • มีภาวะช็อก

         

          การดำเนินของโรค

  1. ระยะไข้

ไข้สูงเกิน 38.5 C  อาจถึง 40 – 41 C อาจเกิดอาการชักได้ในเด็กเล็ก อาจมีหน้าแดง คอแดง แต่ส่วนใหญ่ไม่มีน้ำมูกไหล หรืออาการไอ เด็กโตบ่นปวดศีรษะ ปวดรอบกระบอกตา เบื่ออาหาร อาเจียนปวดท้อง ปวดชายโครงขวาส่วนใหญ่ไข้สูงลอย 2-7 วัน มีผื่น อาการเลือดออกโดยตรวจพบมีเส้นเลือดเปราะ แตกง่ายมีจุดเลือดออกเล็ก ๆ กระจายตามแขนขา ลำตัว รักแร้ อาจมีเลือดกำเดา เลือดออกตามไรฟันมีอาเจียน และถ่ายเป็นเลือดสีดำ ตับโตได้

  1. ระยะวิกฤต / ช็อก

ส่วนใหญ่เกิดพร้อมกับไข้ลดลงอย่างรวดเร็ว มีอาการกระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ชีพจรเบาเร็ว ความดันแคบปวดท้องกะทันหัน ก่อนเข้าสู่ภาวะช็อก ผู้ป่วยจะรู้สึกตัวดีพูดรู้เรื้อง อาจบ่นกระหายน้ำ

  1. ระยะพื้นตัว

จะพื้นตัวเร็วมาก ความดันเลือดปกติ ชีพจรจะช้าและแรงขึ้น ปัสสาวะมากขึ้น อยากรับประทานอาหารระยะเวลาทั้งหมดของไข้เลือดออกจะเป็นอยู่ประมาณ 7-10 วัน

         การดูแลรักษา

  1. ระยะไข้สูง บางรายอาจมีอาการชักได้ หากจำเป็นต้องให้ยา ใช้ยาพาราเซตามอล ห้ามใช้ แอสไพริน เพราะทำให้เกล็ดเลือดทำงานผิดปกติ อาจทำให้เลือดออกง่าย ควรเช็ดตัวลดไข้โดยใช้น้ำอุ่น

           ถ้ามีอาการไข้เกิน 3 วัน ให้แนะนำพามาพบแพทย์

          ให้อาหารอ่อน ย่อยง่าย ถ้าทานได้น้อยให้ดื่มนม น้ำผลไม้ น้ำเกลือแร่ครั้งละน้อย ๆ บ่อย ๆ ควรงดอาหารหรือน้ำที่มีสีแดงหรือดำ ( เพราะจะสังเกตอาเจียนที่เป็นเลือดออกไม่ได้ )

  1. ติดตามดูแลอาการอย่างใกล้ชิด ให้ผู้ปกครองสังเกตอาการต่อไปนี้ นำมาโรงพยาบาลโดยด่วน

                        2.1 อาการแย่ลงเมื่อไข้ลด

                        2.2 เลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหล ถ่ายเป็นเลือด

                        2.3 อาเจียนมาก ปวดท้องมาก

                        2.4 กระหายน้ำตลอดเวลา ไม่ดื่มน้ำ

                        2.5 ซึม

                        2.6 มีอาการช็อก

                                    – มือเท้าเย็น

                                    – กระสับกระส่าย ร้องกวนมากในเด็กเล็ก

                                    – ตัวเย็น เหงื่อออก ตัวลาย

                                    – ปัสสาวะน้อย

                        2.7 ความประพฤติเปลี่ยนแปลง เช่น พูดไม่รู้เรื่อง เพ้อ เอะอะโวยวาย

 

บทความโดย : คลินิกอายุรกรรม โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ 

สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรักษาได้ที่ Call Center 02-080-5999 หรือ LINE : @psuv

หากคุณต้องการนัดหมายแพทย์ เพื่อทำการปรึกษา
สามารถติดต่อสอบถามเราได้ที่นี่

เรายินดีให้บริการคุณตลอด 24 ชั่วโมง
เบอร์โทรศัพท์ (+66)02 0805999


หรือ คลิกที่นี่เพื่อ Add Line ของเรา